๙ FACEBOOK

www.facebook.com/NinEeSorrawit

YouTube

subscribe: NinEzy sorrawit

BLOGGER

http://ninezysorrawit.blogspot.com ~

LINE

nine_9999

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

องค์ประกอบของสารคดี

องค์ประกอบของสารคดี

                1.  คำนำ  คือ การเริ่มต้นเรื่องโดยการเกริ่นให้ผู้อ่านทราบว่าเรื่องที่จะเขียนนั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไร เป็นการเสนอทรรศนะอย่างกว้างๆ ไว้ก่อน ไม่ต้องอธิบายอย่างละเอียด และไม่ต้องเขียนยาวมากนัก มีเพียงย่อหน้าเดียว ควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสนใจแก่ผู้อ่านให้ได้ทราบข้อมูล เรื่องที่น่ารู้และน่าสนใจ
                2.  เนื้อเรื่อง  คือ การขยายเนื้อความให้ผู้อ่านได้ทราบข้อมูล รายละเอียด โดยอาจแทรกสถิติ ตัวอย่างประกอบ เพื่อความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การเขียนเนื้อเรื่องอาจมีหลายย่อหน้า
                3.  สรุป  คือ การเขียนข้อความในตอนท้ายของเรื่อง ผู้เขียนต้องใช้ศิลปะในการสร้างความประทับใจแก่ผู้อ่าน อาจใช้กลวิธีอย่างเช่น สรุปโดยการใช้สำนวน คำพังเพย หรือ คำคม หรือ ทิ้งท้ายด้วยคำถามที่น่าสนใจ การเขียนสรุปควรมีเพียงย่อหน้าเดียว

ลักษณะของสารคดี

ลักษณะของสารคดี

     1.  เนื้อเรื่องมีสาระประโยชน์ เป็นงานเขียนที่มุ่งให้ผู้อ่านเกิดความรู้ ความคิด
     2.  เนื้อเรื่องไม่จำกัดว่าจะเป็นเรื่องใด ถ้าเห็นว่าเนื้อหานั้นมีสาระบันเทิงก็สามารถนำมาเขียนได้
     3.  การใช้สำนวนภาษาสร้างความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน และผ่อนคลายความตึงเครียดในชีวิตประจำวัน
     4.  สารคดีเป็นเรื่องราวที่ไม่ค่อยล้าสมัย ไม่มีการจำกัดกาลเวลาเหมือนข่าว

ขั้นตอนการเขียนสารคดี

ขั้นตอนการเขียนสารคดี

                1.  การเตรียมตัว  ผู้เขียนจะต้องศึกษาเหตุการณ์ ติดตามเรื่องราว ศึกษาจากเอกสาร หนังสือ หรือการทดลอง เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และเตรียมข้อมูล โดยต้องเลือกเรื่อง กำหนดจุดมุ่งหมาย ศึกษาแหล่งข้อมูล และเก็บรวบรวมข้อมูล
                2.  การลงมือเขียนเรื่อง  เมื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ ได้พร้อมแล้ว ก็ลงมือเขียนโดยตั้งชื่อเรื่อง เขียนโครงเรื่อง และลงมือเขียนรายละเอียดของเรื่องด้วยความตั้งใจ ใช้ภาษาที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ เร้าใจให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจ และจูงใจให้ผู้อ่านสนใจติดตามต่อไป
                3.  การทบทวนเรื่องที่เขียน  ควรทบทวนสาระของเรื่องว่า ตรงกับชื่อเรื่องและจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ตลอดจนควรพิจารณาความถูกต้อง สมบูรณ์ ความเหมาะสมของเนื้อหา รวมทั้งการใช้ภาษาและสัมพันธภาพของเรื่องด้วย
                4.  การตรวจทาน  หลังจากที่ได้ทบทวนและแก้ไขแล้ว ควรอ่านตรวจทานอย่างพินิจพิจารณาตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปเผยแพร่
                5.  การตั้งชื่อเรื่อง ควรตั้งให้มีลักษณะคือ เหมาะแก่กาลเทศะ แปลกใหม่และคมขำ จำง่าย และคลุมถึงเนื้อเรื่องได้ดีที่สุด ชื่อเรื่องเป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องพิถีพิถัน เพราะหากเนื้อเรื่องดีแต่ชื่อเรื่องไม่ดี ก็จะไม่สามารถดึงดูดความสนใจผู้อ่านได้

ประเภทของสารคดี

ประเภทของสารคดี

สารคดีสามารถจำแนกออกเป็นประเภทใหญ่ได้ 3 ประเภท  ดังนี้

1. สารคดีประวัติบุคคล 
สารคดีบุคคลแบ่งได้ 2 ประเภทได้แก่
  • สารคดีอัตชีวประวัติ หมายถึง สารคดีที่เจ้าของประวัติเขียนเล่าประวัติและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตนเอง
  • สารคดีชีวประวัติ หมายถึง สารคดีที่มีผู้อื่นกล่าวถึง อาจเป็นชีวประวัติรวมหลายๆชีวิตในเล่มเดียว หรือาจเป็นชีวประวัติของบุคคลเดียวก็ได้
2. สารคดีท่องเที่ยว 
สารคดีท่องเที่ยว เป็นสารคดีที่เล่าเรื่องราวการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆมุ่งให้ความรู้แก่ผู้อ่านในด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ความเป็นอยู่ของผู้คน รวมทั้งรายละเอียดปลีกย่อยที่เป็นคู่มือการเดินทาง เช่น เส้นทางการเดินทาง ที่พัก อาหาร ฯลฯ นอกจากนั้นผู้เขียนมักให้ข้อสังเกต และแสดงทัศนะต่อสิ่งที่พบเห็นไว้ด้วย

3. สารคดีแนะนำ 
สารคดีแนะนำจะมีเนื้อหาหลากหลาย ครอบคลุมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกแง่มุม ตั้งแต่เรื่องปัจจัยสี่ การประกอบอาชีพ จนถึงการพักผ่อนหย่อนใจ
จากข้อความข้างต้นสามารถสรุปได้ว่าสารคดีจำแนกออกเป็น 3 ประเภทคือ
  1. สารคดีชีวิตบุคคล
  2. สารคดีท่องเที่ยว
  3. สารคดีแนะนำ

ความหมายของสารคดี

สารคดี
                 สารคดี  หมายถึง  งานเขียนเกี่ยวกับเรื่องจริงผ่านกลวิธีการเขียนของผู้เขียนเพื่อมุ่งให้สาระความรู้แก่ผู้อ่านเป็นประเด็นหลักและความเพลิดเพลินเป็นประเด็นรองโดยนำเสนออย่างมีศิลปะ
หลักการอ่านสารคดี  การอ่านสารคดีมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้สาระความรู้และความเพลิดเพลิน  ดังนั้นผู้อ่านควรอ่านอย่างมีวิจารณญาณ  ศึกษาความสัมพันธ์ของเนื้อหาสาระ  การใช้ภาษา  และเจตคติของผู้เขียน  การอ่านสารคดีมีหลักการดังนี้
1.จับใจความสำคัญของเรื่อง   วิเคราะห์ความหมายของถ้อยคำเพื่อหานัยสำคัญที่แฝงอยู่  และสรุปใจความสำคัญของเนื้อหานั้นโดยจัดลำดับประเด็นต่างๆให้เหมาะสม
2.วิเคราะห์ความเห็นของผู้เขียน   ผู้อ่านควรแยกข้อเท็จจริงและความคิดเห็นของผู้เขียนออกจากกันโดยใช้วิจารณญาณของตนเองว่าเห็นด้วยกับทรรศนะของผู้เขียนหรือไม่  และวิเคราะห์ตัวผู้เขียน โดยศึกษาจากลีลาการเขียน  การใช้ภาษา  วิธีการบรรยายข้อมูล  การเล่าเรื่อง  เล่าประสบการณ์  รวมทั้งอารมณ์ที่แสดงออกมาในเรื่อง
3.วิเคราะห์กลวิธีการเขียน  ตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่องว่าดึงดูดความสนใจของผู้อ่านหรือไม่  การวางโครงเรื่อง  วิธีการดำเนินเรื่อง  และผู้เขียนได้สรุปโดยเสนอแนวคิดอะไรแก่ผู้อ่านบ้าง
4.วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเนื้อหาสาระกับการใช้ภาษา  ควรคิดว่าสารคดีเรื่องนั้นเสนอข้อมูลต่างๆ  ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นกลมกลืนกันหรือไม่  มีการใช้ภาษาและโวหารเหมาะสมกับเนื้อเรื่องหรือไม่

การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย

การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย

         ขยะมูลฝอยมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทำให้เกิดการปนเปื้อนของพื้นดิน  แหล่งน้ำและอากาศ  ทำให้บ้านเมืองไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย  ไม่เป็นที่เจริญของผู้ที่ได้พบเห็น  ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยทั่วไป  การแก้ไขปัญหาของขยะมูลฝอย  จึงควรปฏิบัติเพื่อป้องกันและแก้ไขผลเสียที่จะเกิดขึ้น  สำหรับการป้องกันและแก้ไขที่ดีควรพิจารณาถึงต้นเหตุที่ก่อให้เกิดขยะมูลฝอยขึ้นมา  ซึ่งก็คงจะหมายถึง  มนุษย์ หรือผู้สร้างขยะมูลฝอย  นั้นเอง
     การป้องกันและการแก้ไขปัญหาของขยะมูลฝอย  เริ่มต้นด้วยการสร้างจิตสำนึกแก่มนุษย์ให้รู้จักรับผิดชอบในการรักษาความสะอาดทั้งในบ้านเรือนของตัวเอง และภายนอกบ้าน  ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง  สถานที่ทำงาน หรือที่สาธารณะอื่น ๆ  ให้รู้จักทิ้งขยะมูลฝอยลงในภาชนะให้เป็นที่เป็นทาง  ไม่มักง่ายทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ทั้งนี้เป็นการช่วยให้พนักงานเก็บขยะนำไปยังสถานที่กำจัดได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
การเก็บและกำจัดขยะมูลฝอย
การเก็บและกำจัดขยะมูลฝอย  รวมถึงการเก็บรวบรวมขยะมูลฝอยเพื่อส่งไปกำจัดที่สถานกำจัดขยะมูลฝอย  มีขั้นตอนดังนี้

     1.  การเก็บรวบรวมขยะมูลฝอย การเก็บรวบรวมขยะมูลฝอย  คือการเก็บขยะมูลฝอยมาเก็บขนไปเทใส่รวบรวมในรถบรรทุกขยะ และการที่พนักงานกวาดถนนเก็บรวบรวมขยะมูลฝอยไว้ให้รถขยะ  ขยะมูลฝอยที่รวบรวมจากแหล่งต่าง ๆ  จะถูกนำไปถ่ายใส่ในรถบรรทุกขยะ  เพื่อที่จะขนส่งต่อไปยังสถานกำจัดขยะมูลฝอย การเก็บรวบรวมขยะที่ถูกต้องภายในบ้านควรใช้ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด  น้ำไม่สามารถจะรั่วซึมได้  เช่น  ถังเหล็กหรือถังพลาสติก  การใช้ถังเหล็กอาจจะผุกร่อนได้ง่ายกว่าถังพลาสติก  ไม่ควรใช้เข่งในการเก็บรวบรวมขยะมูลฝอย
2.  การขนส่งขยะมูลฝอยการขนส่งขยะมูลฝอย  เป็นการนำขยะมูลฝอยที่เก็บรวบรวมได้จากแหล่งชุมชนต่าง ๆ  ใส่ \ในรถบรรทุกขยะเพื่อนำไปยังสถานที่กำจัด  ซึ่งอาจเป็นการขนส่งโดยตรงจากแหล่งกำเนิดขยะมูลฝอยไปยังสถานกำจัดเลยทีเดียว หรืออาจขนขยะมูลฝอยไปพักที่ใดที่หนึ่ง  ซึ่งเรียกว่าสถานีขนถ่ายขยะก่อนจะนำไปยังแหล่งกำจัดก็ได้

     3. การกำจัดขยะมูลฝอย วิธีการกำจัดขยะมูลฝอยที่ใช้ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  มีหลายวิธี  เช่น  นำไปกองทิ้งบนพื้นดิน  นำไปทิ้งลงทะเล  หมักทำปุ๋ย  เผากลางแจ้ง  เผาในเตาเผาขยะ และฝังกลบอย่างถูกหลักวิชาการ  เป็นต้น  การกำจัดขยะมูลฝอยดังที่กล่าวนั้น  บางวิธีก็เป็นการกำจัดที่ไม่ถูกต้องทำให้เกิดภาวะเป็นพิษต่อสภาพแวดล้อม และมีผลกระทบต่อสุขภาพของคนด้วย
รถเก็บขยะ
 วิธีการกำจัดขยะมูลฝอยที่ถูกหลักวิชาการ  ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
        (1)  ไม่ทำให้บริเวณที่กำจัดขยะเป็นแหล่งอาหาร  แหล่งเพาะพันธุ์สัตว์และแมลงนำโรคเช่น  แมลงวัน  ยุง และแมลงสาบ  เป็นต้น
        (2)  ไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนแก่แหล่งน้ำและพื้นดิน        (3)  ไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
        (4)  ไม่เป็นสาเหตุแห่งความรำคาญ  อันเนื่องมาจาก  เสียง  กลิ่น  ควัน  ผงและฝุ่นละออง
วิธีการกองทิ้งบนดิน  การนำไปทิ้งทะเล  รวมทั้งการเผากลางแจ้ง  ถือว่าเป็นวิธีการกำจัดขยะมูลฝอยที่ไม่ถูกต้อง  เพราะทำให้เกิดปัญหาภาวะมลพิษต่อสภาพแวดล้อม  สำหรับวิธีที่ยอมรับทั่วไปว่าเป็นวิธีกำจัดที่ถูกต้อง คือ การเผาในเตาเผา  การฝังกลบ และการทำปุ๋ย


 
 

 การกำจัดขยะมูลฝอยโดยใช้เตาเผาขยะ
         การเผาในเตาเผา  เป็นการเผาไหม้ทั้งส่วนที่เป็นของแข็ง  ของเหลง และก๊าซ  ซึ่งต้องใช้ความร้อนระหว่าง 1,300-1,800 องศาฟาเราไฮต์  จึงจะทำให้การเผาไหม้เป็นไปอย่างสมบูรณ์  เนื่องจากความแตกต่างและลักษณะขององค์ประกอบของขยะมูลฝอยในแต่ละแห่ง  ดังนั้นรูปแบบของเตาเผาจึงแตกต่างกันไปด้วย  เป็นต้นว่า  ถ้าชุมชนที่มีขยะมูลฝอยซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนิดที่เผาไหม้ได้ง่าย  เตาเผาขยะอาจใช้ชนิดที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นช่วยในการเผาไหม้  แต่ถ้าองค์ประกอบของขยะมูลฝอยมีส่วนที่เผาไหม้ได้ง่ายต่ำกว่าร้อยละ 30 (โดยน้ำหนัก) หรือมีความชื้นมากกว่าร้อยละ 50  เตาเผาที่ใช้ต้องเป็นชนิดที่ต้องมีเชื้อเพลิงช่วยในการเผาไหม้
 นอกจากนี้เตาเผาขยะมูลฝอยทุกแบบ  จะต้องมีกระบวนการควบคุมอุณหภูมิ  ควัน  ไอเสีย  ผงและขี้เถ้าที่อาจปนออกไปกับควันและปลิวออกมาทางปล่องควัน  เตาเผาที่มีประสิทธิภาพจะต้องลดปริมาณของขยะมูลฝอยลงไปจากเดิมให้มีเหลือน้อยที่สุด และส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้นั้นก็จะต้องมีลักษณะคงรูป  ไม่มีการย่อยสลายได้อีกต่อไป และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย
      ข้อดี
        1.  ใช้พื้นที่ดินน้อย  เมื่อเทียบกับวิธีฝังกลบ
        2.  สามารถทำลายขยะมูลฝอยได้เกือบทุกชนิด
        3.  สามารถสร้างเตาเผาในพื้นที่ที่ไม่ห่างไกลจากแหล่งกำเนิดขยะ  ทำให้ประหยัดค่าขนส่ง
        4.  ไม่ค่อยกระทบกระเทือนเมื่อสภาพแวดล้อมของลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง
        5.  ส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้ (ขี้เถ้า)  สามารถนำไปถมที่ดินได้ หรือทำวัสดุก่อสร้างได้
        ข้อเสีย
         ค่าลงทุนในการก่อสร้างและค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม  บำรุงรักษาค่อนข้างสูง และอาจจะเกิดปัญหาภาวะมลพิษทางอากาศได้
เตา<wbr>เผา<wbr>ขยะ<wbr><wbr>
 การกำจัดขยะมูลฝอยโดยวิธีการฝังกลบ
        วิธีการฝังกลบที่ถูกสุขลักษณะนั้น  จะต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่อสภาพแวดล้อม  รวมทั้งเหตุรำคาญอื่น ๆ  เช่น  กลิ่นเหม็น  ควัน  ฝุ่นละออง และการปลิวของกระดาษ  พลาสติกและอื่น ๆ  ซึ่งจะต้องควบคุมให้อยู่ภายในขอบเขตจำกัด  ไม่ทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่ทัศนียภาพของพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง  นอกจากนี้ยังจะต้องมีมาตรการในการควบคุมดูแลดังนี้
1.  ต้องควบคุมไม่ให้มีการนำของเสียอันตรายมากำจัดรวมกับขยะมูลฝอยทั่วไปในบริเวณที่ฝั่งกลบขยะ  นอกจากจะมีมาตรการการกำจัดโดยวิธีการพิเศษตามลักษณะของของเสียนั้น ๆ
2.  ต้องควบคุมให้ขยะที่ฝังกลบถูกกำจัดอยู่เฉพาะภายในขอบเขตที่กำหนดไว้  ทั้งบนพื้นผิวดินและใต้ดิน
3.  ต้องกำจัดน้ำเสียจากกองขยะอย่างถูกต้อง
4.  ต้องตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ  เช่น  ตรวจสอบการปนเปื้อนของแหล่งน้ำใต้ดินบริเวณใกล้เคียง
5.  ต้องคำนึงถึงทัศนียภาพของพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง  เช่น  การจัดให้มีสิ่งป้องกันการปลิวของขยะหรืออาจปลูกต้นไม้ล้อมรอบ  เป็นต้น
การฝังกลบเป็นวิธีการที่ใช้ในการกำจัดขยะมูลฝอยที่พื้นดินอย่างถูกต้องตามหลักสุขภิบาล  ไม่ก่อให้เกิดเหตุรำคาญและเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อม  ควรเทขยะมูลฝอยลงไปแล้วเกลี่ยให้กระจาย  บดทับให้แน่น  แล้วใช้ดินหรือวัสดุอื่นที่มีดินปนอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 กลบแล้วบดทับให้แน่นอีกครั้งหนึ่ง


 
 

      วิธีการฝังกลบขยะมูลฝอย  อาจแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ  คือ
     1.  แบบถมที่ เป็นการฝังกลบขยะมูลฝอลในพื้นที่ที่เป็นหลุม  เป็นบ่อ หรือเป็นพื้นที่ที่ต่ำอยู่ก่อนแล้ว  และต้องการถมให้พื้นที่แห่งนั้นสูงขึ้นกว่าระดับเดิม  เช่น  บริเวณบ่อดินลูกรัง  ริมตลิ่ง  เหมืองร้าง หรือบริเวณที่ดินที่ถูกขุดออกไปทำประโยชน์อย่างอื่นมาก่อนแล้ว  เป็นต้น  ในพื้นที่เช่นนี้เราเทขยะมูลฝอยลงไป  แล้วเกลี่ยขยะให้กระจายพร้อมกับบดทับให้แน่น  จากนั้นก็ใช้ดินกลบ  แล้วจึงบดทับให้แน่นอีกเป็นครั้งสุดท้าย
     2.  แบบขุดเป็นร่อง  เป็นการกำจัดขยะมูลฝอยแบบฝังกลบในพื้นที่ราบ  ซึ่งเป็นที่สูงอยู่แล้วและไม่ต้องการที่จะให้พื้นที่แห่งนั้นสูงเพิ่มขึ้นไปอีก หรือสูงขึ้นไม่มากนัก  แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการใช้พื้นที่ฝังกลบขยะมูลฝอยให้ได้จำนวนมาก ๆ  ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีขุดเป็นร่องก่อน  การขุดร่องต้องให้มีความกว้างประมาณ 2 เท่าของขนาดเครื่องจักรที่ใช้  เพื่อความสะดวกต่อการทำงานของเครื่องจักร และมีความยาวตลอดพื้นที่ที่จะฝังกลบ  ส่วนความลึกขึ้นอยู่กับระดับน้ำใต้ดิน  จะลึกเท่าไรก็ได้แต่ต้องไม่ให้ถึงระดับน้ำใต้ดิน  ส่วนมากจะขุดลึกประมาณ 2-3 เมตร และต้องทำให้ลาดเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง  เพื่อไม่ให้น้ำขังในร่องเวลาฝนตก  ดินที่ขุดขึ้นมาจากร่องก็กองไว้ทางด้านใดด้านหนึ่ง  สำหรับใช้เป็นดินกลบต่อไป  นอกจากนั้นยังสามารถใช้ทำเป็นคันดิน  สำหรับกั้นมิให้ลมพัดขยะออกไปนอกบริเวณได้อีกด้วย  ส่วนวิธีการฝังกลบขยะมูลฝอยก็ทำเช่นเดียวกับแบบถมที่คือ  เมื่อเทขยะมูลฝอยลงไปในร่องแล้วก็เกลี่ยให้กระจาย  บดทับแล้วใช้ดินกลบและบดทับอีกครั้งหนึ่ง
         เมื่อฝังกลบขยะมูลฝอยในพื้นที่นั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว  อาจใช้พื้นที่นั้นเป็นประโยชน์  เช่น  เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ  สนามเทนนิส  สนามกอล์ฟ  ที่จอดรถ  สนามกีฬา  ศูนย์การค้าหรือก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยที่ไม่สูงเกินไป  หรืออาจปรับปรุงคุณภาพดินให้เหมาะแก่การปลูกพืช  ซึ่งอาจจะนำหญ้า  ไม้พุ่ม  ไม้ยืนต้นมาปลูก  เพื่อตกแต่งให้สวยงามเป็นระเบียบยิ่งขึ้น
      การทำปุ๋ย
         ขยะมูลฝอยส่วนที่เป็นขยะเปียกนั้น  ส่วนใหญ่เป็นสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ง่าย  ดังนั้นการนำไปกองทิ้งไว้ก็จะบูดเน่าและส่งกลิ่นเหม็น  แต่ถ้านำขยะส่วนนี้ไปหมักด้วยวิธีการที่ถูกต้องกลิ่นเหม็นจะลดลงไปได้อย่างมาก  นอกจากนั้นผลิตผลที่ได้ยังสามารถไปใช้เป็นปุ๋ยสำหรับบำรุงดินเพื่อการเกษตรได้อีกด้วย
         การหมักขยะมูลฝอยเพื่อทำเป็นปุ๋ยนั้น  เป็นการอาศัยกระบวนการทางชีววิทยา  ซึ่งจุลินทรีย์จะย่อยสลายอินทรียวัตถุให้เป็นแร่ธาตุที่ค่อนข้างจะคงรูปและมีคุณประโยชน์ต่อพืช  นอกจากนี้ของที่หมักได้ที่แล้วจะมีปริมาตรลดลงประมาณร้อยละ 30-65  และยังสามารถทำลายจุลินทรีย์บางชนิดที่อาจทำให้เกิดโรคได้อีกด้วย
เด็กทิ้งขยะที่ถังผง
การแปรสภาพและการใช้ประโยชน์จากขยะมูลฝอย
         การนำวัสดุเหลือใช้จากขยะมูลฝอยกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์  จะช่วยลดปริมาณขยะมูลฝอยที่จะต้องกำจัด  ในขณะเดียวกันก็เป็นการสงวนทรัพยากรธรรมชาติไว้ได้อีกส่วนหนึ่งด้วยการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหลือใช้  อาจใช้วิธีหมุนเวียนวัสดุหรือแปรสภาพขยะมูลฝอยให้เป็นพลังงาน
     1.  การแปรสภาพขยะมูลฝอยเป็นพลังงาน เราอาจแปรสภาพขยะมูลฝอยเป็นพลังงานได้  ดังนี้คือ
 พลังงานความร้อน  ได้จากการนำเอาขยะมูลฝอยส่วนที่เผาไหม้ได้  มาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับทำไอน้ำร้อน  แล้วส่งไปให้ความอบอุ่นตามอาคารบ้านเรือน  เช่นที่ทำอยู่ในประเทศญี่ปุ่น  เป็นต้น
 พลังงานไฟฟ้า ได้จากการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไอน้ำไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าบริการแก่ประชาชน  ตัวอย่างเช่น  การแปรสภาพและการใช้ประโยชน์จากขยะมูลฝอยในบางรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งมีขยะมูลฝอยจำนวนมาก และเป็นชนิดที่เผาไหม้ได้เป็นส่วนมาก

     2.  การคัดแยกวัสดุเพื่อนำกลับมาใช้ วัสดุหลายอย่างในขยะมูลฝอยที่อาจนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก  เช่น  กระดาษ  แก้ว  ขวด  พลาสติก  เหล็กและโลหะอื่น ๆ  การคัดเลือกวัสดุต่าง ๆ  ที่รวมอยู่ในขยะมูลฝอยเพื่อนำกลับไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อีก  นับได้ว่ามีการปฏิบัติกันมาช้านาน  จะเห็นได้ว่าตามกองขยะมูลฝอยทุกแห่งมีบุคคลกลุ่มหนึ่งไปคอยคุ้ยเขี่ยเก็บวัสดุจากกองขยะมูลฝอยตลอดเวลาเพื่อหารายได้
การเก็บวัสดุจากกองขยะมูลฝอยนั้น  อาจจะเกิดผลเสีย  คือ

     1.  ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้แยกวัสดุจากกองขยะมูลฝอย  ที่อาจเป็น
อันตรายเนื่องมาจากความสกปรกของขยะมูลฝอย  ซึ่งมีได้ทั้งเชื้อโรคและสารพิษ  รวมทั้งของมีคมวัตถุระเบิด และสารกัมมันตรังสี  เป็นต้น
     2.  ปัญหาจากการที่นำเอาวัสดุที่เก็บมาได้เอามากองรวม ๆ กัน  เพื่อรอจำหน่ายนั้น  ทำให้
เกิดกองขยะขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง  ซึ่งสกปรกรกรุงรังเป็นที่อาศัยของสัตว์และแมลงนำโรค  เป็นสภาพที่น่ารังเกียจ  ขาดความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง
     3.  การนำขยะมูลฝอยไปถมที่ดินเพื่อปรับปรุงสภาพ ขยะมูลฝอยเกือบทุกชนิดสามารถนำไปใช้สำหรับถมที่ดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อ  เช่น  บ่อดินลูกรัง  ที่น้ำท่วม  เหมืองร้าง  ฯลฯ  ทำให้ที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ราบเรียบ  ใช้ประโยชน์ได้มากมายหลายประการ  เช่น  ทำสนามกีฬา  สนามกอล์ฟ  สวนสาธารณะ  สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ  แม้กระทั่งสร้างเป็นอาคารที่ทำงานหรือที่อยู่อาศัย  ในต่างประเทศมีการใช้พื้นที่ดินที่เกิดจากการถมด้วยขยะมูลฝอยแบบการฝังกลบและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
 ประเทศไทยก็ได้ใช้ขยะมูลฝอยไปถมที่ทำประโยชน์  เช่น  ที่สวนจตุจักร  ซึ่งเดิมเป็นที่ลุ่มน้ำท่วม และเต็มไปด้วยพงหญ้ารกมาก และไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใด  ต่อมาได้มีการนำเอาขยะมูลฝอยจากสถานกำจัดขยะดินแดงมาถมที่บริเวณสวนจตุจักร และปรับปรุงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจดังที่ปรากฎอยู่ในขณะนี้ 

ผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาวะแวดล้อม

ผลกระทบของขยะมูลฝอยต่อสภาวะแวดล้อม

ขยะบนท้องถนน        ขยะมูลฝอยนั้น  นับวันจะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนของประชากร  ถ้าหากไม่มีการกำจัดขยะมูลฝอยให้ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว  ปัญหาความสกปรกต่าง ๆ  ที่เกิดจากขยะมูลฝอย  จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  ถ้ามองกันอย่างผิวเผินแล้ว  ขยะมูลฝอยนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อมนุษย์มากนัก  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อมนุษย์  ยังอยู่ในขั้นที่ไม่รุนแรงมากนัก  ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ชัดเจนเท่าไร  แต่ในความเป็นจริงแล้ว  ขยะมูลฝอยจะก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก และจะมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ด้วย  ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม  ทั้งนี้เนื่องจาก
1.  ขยะมูลฝอยเป็นแหล่งอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงนำโรค  เช่น  แมลงวันแมลงสาบ  ยุง  ฯลฯ  และเป็นที่ซุกซ่อนของหนูและสัตว์อื่น ๆ
2.  ขยะมูลฝอย  ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและก่อให้เกิดความรำคาญ
3.  ขยะมูลฝอยที่ทิ้งเกลื่อนกลาด  ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปตกอยู่ตามพื้น  ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นสกปรก  ขาดความสวยงาม  เป็นที่รังเกียจแก่ผู้พบเห็น และผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้เคียง  นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่ตกอยู่หรือถูกทิ้งลงในคูคลอง หรือทางระบายน้ำ  จะไปสกัดกั้นการไหลของน้ำ  ทำให้แหล่งน้ำสกปรกและเกิดการเน่าเสีย
4.  น้ำเสียที่เกิดจากกองขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้  เป็นน้ำเสียที่มีความสกปรกสูงมาก  ซึ่งมีทั้งสารอินทรีย์  สารอนินทรีย์  เชื้อโรค และสารพิษต่าง ๆ  เจือปนอยู่  เมื่อน้ำเสียจากกองขยะมูลฝอยไหลไปตามพื้นดินบริเวณใด  ก็จะทำให้บริเวณนั้นเกิดความสกปรกและความเสื่อมโทรมของพื้นดินและอาจเปลี่ยนสภาพ  ทำให้ดินมีคุณสมบัติเป็นดินด่างหรือดินกรดได้  ในกรณีที่น้ำเสียจากกองขยะมูลฝอยไหลลงสู่แหล่งน้ำก็จะทำให้คุณภาพน้ำเสียไป  ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำผิวดินหรือแหล่งน้ำใต้ดินก็ตาม  ล้วนเป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำและสิ่งที่มีชีวิตที่อาศัยในแหล่งน้ำ  น้ำที่สกปรกมากหรือมีสารพิษเจือปนอยู่  ก็อาจทำให้สัตว์น้ำตายในเวลาอันสั้น  นอกจากนั้นสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่เจือปนในน้ำ  ก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศของน้ำทำให้สัตว์น้ำที่มีค่าบางชนิดสูญพันธุ์ไป นอกจากนี้น้ำที่มีสิ่งสกปรกเจือปนย่อมไม่เหมาะแก่การอุปโภคบริโภค  แม้จะนำไปปรับปรุงคุณภาพแล้วก็ตาม  เช่น  การทำระบบน้ำประปา  ซึ่งก็ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมากขึ้น

        5.  ขยะมูลฝอยทำให้เกิดมลพิษแก่อากาศ  ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้ในเขตชุมชน หรือที่กองทิ้งไว้ในแหล่งกำจัดซึ่งไม่มีการฝังกลบ หรือขณะที่ทำการเก็บขนโดยพาหนะที่ไม่มีการปกปิดอย่างมิดชิด  ขยะมูลฝอยเหล่านั้นส่งกลิ่นเหม็นน่ารังเกียจออกมา  เศษชิ้นส่วนของขยะมูลฝอยจะสามารถปลิวไปในอากาศ  ทำให้เกิดความสกปรกแก่บรรยากาศ  ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์และความสกปรกให้กับบริเวณข้างเคียงได้นอกจากนี้ขยะมูลฝอยที่กองทิ้งไว้นาน ๆ  จะมีก๊าซที่เกิดจากการหมักขึ้น  ได้แก่  ก๊าซชีวภาพ  ซึ่งติดไฟหรือเกิดระเบิดขึ้นได้ และก๊าซไข่เน่า (ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์)  ซึ่งมีกลิ่นเหม็น